Multi-Channel Phishing: Email Is Just the Beginning เมื่อการโจมตีแบบฟิชชิงไม่ได้มีแค่อีเมลอีกต่อไป
15 July 2026

Multi-Channel Phishing: Email Is Just the Beginning เมื่อการโจมตีแบบฟิชชิงไม่ได้มีแค่อีเมลอีกต่อไป

Phishing ในปี 2026 เปลี่ยนไปแล้ว

หลายองค์กรยังคงมองว่า Phishing คืออีเมลปลอมที่หลอกให้คลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์อันตราย แต่ความจริงแล้ว รูปแบบการโจมตีในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก

ปัจจุบันแฮกเกอร์ไม่ได้โจมตีผ่านอีเมลเพียงช่องทางเดียว แต่เลือกใช้หลายช่องทางพร้อมกัน (Multi-Channel Phishing) ไม่ว่าจะเป็น SMS, โทรศัพท์, Microsoft Teams, Slack, WhatsApp, QR Code หรือแม้แต่ Social Media เพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอกลวงและหลบเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิม

เมื่อผู้ใช้งานสื่อสารผ่านหลายแพลตฟอร์มในแต่ละวัน ผู้โจมตีก็เลือกใช้ช่องทางเดียวกันเพื่อเข้าถึงเหยื่อ ทำให้การโจมตีมีความสมจริง น่าเชื่อถือ และตรวจจับได้ยากกว่าที่เคย

 

Multi-Channel Phishing คืออะไร

Multi-Channel Phishing คือการโจมตีที่ใช้ หลายช่องทางการสื่อสารร่วมกัน เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น

  • Username และ Password
  • รหัส OTP หรือ MFA
  • ข้อมูลบัตรเครดิต
  • ข้อมูลลูกค้า
  • ข้อมูลภายในองค์กร
  • การอนุมัติธุรกรรมหรือการโอนเงิน


ผู้โจมตีมักเริ่มจากช่องทางหนึ่ง แล้วเปลี่ยนไปยังอีกช่องทางหนึ่งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น ส่งอีเมลแจ้งเตือนให้รีเซ็ตรหัสผ่าน จากนั้นโทรศัพท์มาอ้างว่าเป็นฝ่าย IT เพื่อเร่งให้ดำเนินการทันที หรือส่ง SMS พร้อมลิงก์ปลอมตามมาเพื่อยืนยันตัวตน

การโจมตีลักษณะนี้ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าเป็นกระบวนการปกติขององค์กร จึงลดความระมัดระวังลง

 

ช่องทางที่แฮกเกอร์นิยมใช้ในปัจจุบัน

  1. Email Phishing

อีเมลยังคงเป็นช่องทางหลักในการโจมตี ไม่ว่าจะเป็น

  • อีเมลแจ้งชำระเงินปลอม
  • ใบแจ้งหนี้ปลอม
  • แจ้งเตือนบัญชีถูกระงับ
  • อีเมลรีเซ็ตรหัสผ่าน
  • Business Email Compromise (BEC)


ผู้โจมตีมักปลอมชื่อบริษัท คู่ค้า หรือผู้บริหาร เพื่อหลอกให้พนักงานเชื่อถือ

 

  1. SMS Phishing (Smishing)

SMS ปลอมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้งานมักเชื่อว่าข้อความที่ส่งมายังโทรศัพท์เป็นข้อความจริง เช่น

  • พัสดุตกค้าง
  • ธนาคารแจ้งล็อกบัญชี
  • แจ้งยืนยันธุรกรรม
  • แจ้งรับเงินคืนหรือของรางวัล


เมื่อกดลิงก์ ผู้ใช้จะถูกพาไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลบัญชีหรือข้อมูลทางการเงิน

 

  1. Voice Phishing (Vishing)

การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ยังคงเป็นวิธีที่ได้ผล โดยเฉพาะเมื่อใช้ AI Voice หรือ Caller ID Spoofing เพื่อปลอมเสียงหรือหมายเลขโทรศัพท์

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร
  • ปลอมเป็นฝ่าย IT
  • ปลอมเป็นหน่วยงานราชการ
  • หลอกให้เปิดเผยรหัส OTP
  • หลอกให้ติดตั้งโปรแกรม Remote Access

 

  1. Messaging Applications

องค์กรจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มสื่อสารภายใน เช่น

  • Microsoft Teams
  • Slack
  • WhatsApp
  • Telegram


แฮกเกอร์สามารถสร้างบัญชีปลอมที่คล้ายกับพนักงานหรือผู้บริหาร ส่งข้อความด่วน พร้อมแนบลิงก์หรือไฟล์อันตราย ทำให้ผู้รับเข้าใจผิดว่าเป็นการติดต่อภายในองค์กร

 

  1. Social Media Phishing

LinkedIn, Facebook, Instagram และ X กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของผู้โจมตี

ตัวอย่างเช่น

  • ปลอมเป็น Recruiter
  • ปลอมเป็นฝ่ายบริการลูกค้า
  • ปลอมเป็นผู้บริหาร
  • หลอกลงทุน
  • หลอกให้ยืนยันบัญชี


ผู้โจมตีมักศึกษาข้อมูลจากโปรไฟล์ก่อนเริ่มโจมตี ทำให้ข้อความมีความเฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

  1. QR Code Phishing (Quishing)

การใช้ QR Code ปลอมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้งานมักสแกนโดยไม่ตรวจสอบปลายทาง

QR Code อาจถูกส่งผ่าน

  • อีเมล
  • โปสเตอร์
  • เมนูร้านอาหาร
  • ใบแจ้งหนี้
  • เอกสารประชาสัมพันธ์


เมื่อสแกนแล้ว ผู้ใช้จะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อเข้าสู่ระบบหรือดาวน์โหลดมัลแวร์

 

ทำไม Multi-Channel Phishing จึงอันตรายกว่าเดิม

การใช้หลายช่องทางพร้อมกันช่วยให้ผู้โจมตีสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น หากเหยื่อได้รับทั้งอีเมล ข้อความ SMS และโทรศัพท์เกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ การโจมตีบางช่องทาง เช่น SMS หรือแอปแชต ยังสามารถหลีกเลี่ยงระบบ Email Security Gateway ได้โดยตรง ทำให้องค์กรที่พึ่งพาการป้องกันอีเมลเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญคือการใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและข้อมูลที่รั่วไหลบนอินเทอร์เน็ตมาประกอบการโจมตี ส่งผลให้ข้อความมีความเป็นส่วนตัวและตรงกับบริบทของเหยื่อมากขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสในการหลงเชื่อ

 

วิธีป้องกัน Multi-Channel Phishing

การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้จำเป็นต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีและการสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากร โดยองค์กรควรดำเนินการดังนี้

  • จัดอบรม Cybersecurity Awareness ให้พนักงานเป็นประจำ
  • จัดทำ Phishing Simulation เพื่อทดสอบการรับมือในสถานการณ์จริง
  • เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA)
  • ใช้ Email Security, Endpoint Protection และ Identity Protection ร่วมกัน
  • กำหนดขั้นตอนการยืนยันตัวตนก่อนอนุมัติธุรกรรมหรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
  • เฝ้าระวังและตรวจจับภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบ Security Monitoring หรือ Managed Security Services
  • ส่งเสริมให้พนักงานรายงานเหตุการณ์ที่น่าสงสัยโดยไม่ลังเล

 

บทบาทของ BigFish ในการป้องกัน Multi-Channel Phishing

ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่อีเมลอีกต่อไป องค์กรจึงต้องมีระบบป้องกันที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้งาน อุปกรณ์ และข้อมูล

BigFish ให้บริการด้าน Cybersecurity แบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การติดตั้งระบบป้องกันอีเมลและอุปกรณ์ปลายทาง การเฝ้าระวังภัยคุกคามผ่าน Cybersecurity-as-a-Service (CSaaS) ไปจนถึงการจัดอบรม Cybersecurity Awareness และ Phishing Simulation เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับการโจมตีแบบ Multi-Channel ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของผู้ใช้งาน และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระยะยาว

 

Phishing ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่อีเมลอีกต่อไป แต่ได้ขยายไปยัง SMS แอปพลิเคชันแชต โทรศัพท์ QR Code และโซเชียลมีเดีย ทำให้การโจมตีมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น

การป้องกันจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผสานระหว่างระบบรักษาความปลอดภัย การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากรทุกระดับในองค์กร

เมื่อทุกช่องทางสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีได้ การเตรียมความพร้อมและมีมาตรการป้องกันที่ครอบคลุม คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงและปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคดิจิทัล