Ransomware ที่องค์กรต้องระวังในปี 2026
เมื่อการเรียกค่าไถ่ไม่ใช่แค่ “ล็อกไฟล์” แต่คือการทำลายความเชื่อมั่นของทั้งองค์กร
Ransomware ในปี 2026 เปลี่ยนไปอย่างไร
หากองค์กรยังมองว่า Ransomware คือ “ไวรัสเข้ารหัสไฟล์แล้วเรียกค่าไถ่” นั่นคือความเข้าใจที่ล้าสมัยอย่างอันตราย ในปี 2026 Ransomware ได้พัฒนาเป็นการโจมตีเชิงกลยุทธ์ (Strategic Cybercrime) ที่มุ่งโจมตี ข้อมูล, ตัวตน (Identity), ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และชื่อเสียงองค์กร พร้อมกัน องค์กรไม่ได้ถูกถามแค่ว่า “จะจ่ายหรือไม่จ่าย” แต่ถูกบีบให้ตอบว่า
“จะยอมเสียอะไรบ้าง ถ้าไม่จ่าย”
กลุ่ม Ransomware ที่ต้องจับตาในปี 2026
แม้ LockBit จะถูกปราบปรามหลายครั้ง แต่ในปี 2026 ยังคงพบ “ร่างแยก” และ Fork ใหม่จำนวนมาก
ความอันตราย
จุดเสี่ยงหลัก: ระบบ Virtualization, Backup Server, Domain Admin
Akira เป็นกลุ่ม RaaS ที่เน้นโจมตีองค์กรขนาดกลาง–ใหญ่
จุดเด่นของการโจมตี
จุดเสี่ยงหลัก: VPN, Identity, Privileged Account
ปี 2026 ไม่ได้โจมตีแค่ Server แต่ขยายไปที่ Mobile Device และ Endpoint
ความจริงที่องค์กรไม่อยากยอมรับ: มือถือพนักงาน = ส่วนหนึ่งของ Attack Surface
เทรนด์ Ransomware ที่อันตรายที่สุดในปี 2026
Ransomware สมัยใหม่จะ:
ไม่จ่าย = เสี่ยง Data Leak + Business Disruption
AI ถูกนำมาใช้เพื่อ:
Identity คือประตูสู่ Ransomware
เมื่อ Identity ถูกยึด Firewall, Antivirus, EDR แทบไม่มีความหมาย
องค์กรจำนวนมากไม่ได้ถูกโจมตีตรง ๆ แต่ถูกโจมตีผ่าน:
ระบบคุณปลอดภัย ≠ ซัพพลายเชนปลอดภัย
สิ่งที่ Ransomware “กำลังสอน” องค์กรในปี 2026
|
ความเชื่อเดิม |
ความจริงในปี 2026 |
|
มี Firewall ก็พอ |
Identity ถูกยึด = พังทั้งระบบ |
|
Backup คือคำตอบ |
Backup ก็ถูกเข้ารหัสได้ |
|
Audit ปีละครั้ง |
คนร้ายโจมตีทุกวัน |
|
Tool เยอะ = ปลอดภัย |
Awareness ต่ำ = เสี่ยงสูง |
แนวคิดป้องกัน Ransomware ที่องค์กรต้องมี
บทสรุป
Ransomware ในปี 2026 ไม่ใช่ปัญหา IT แต่คือปัญหาของ “ทั้งองค์กร” องค์กรที่ยังคิดว่า “เราไม่ใช่เป้า”
มักเป็นองค์กรแรกที่โดนโจมตีสิ่งที่องค์กรควรถามไม่ใช่ “จะโดนหรือไม่” แต่คือ “พร้อมแค่ไหน… เมื่อวันนั้นมาถึง”
#bigfish #cybersecurity #Ransomware2026 #CyberRisk #IdentitySecurity #ZeroTrust #BusinessContinuity #CyberRiskManagement #IdentityIsTheNewPerimeter #ZeroTrustSecurity #CyberResilience