Ransomware กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กรด้วยการมุ่งโจมตีระบบสำรองข้อมูล (Backup Infrastructure) เพื่อขัดขวางการกู้คืนระบบหลังเกิดเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ โดยรายงานจาก BleepingComputer เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ชี้ให้เห็นว่า ผู้โจมตีพยายามลบข้อมูลสำรองและทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการกู้คืนข้อมูล ทำให้องค์กรมีทางเลือกในการฟื้นฟูระบบน้อยลง และเผชิญแรงกดดันจากการเรียกค่าไถ่มากขึ้น
ประเด็นสำคัญสำหรับทีม IT และผู้บริหาร คือการมี Backup เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้โจมตียังสามารถเข้าถึงข้อมูลสำรองได้ องค์กรจึงจำเป็นต้องยกระดับ Backup Security ควบคู่กับการวางแผน Disaster Recovery และ Business Continuity เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนระบบและดำเนินธุรกิจต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
ในอดีต หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบ Production ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ดำเนินธุรกิจโดยตรง แต่เมื่อผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบสำรองข้อมูลได้ ความเสียหายอาจขยายจากการหยุดชะงักของระบบไปสู่การสูญเสียความสามารถในการกู้คืนข้อมูลทั้งหมด
รายงานจาก BleepingComputer ระบุถึงรูปแบบการโจมตีที่ใช้ข้อมูลบัญชีผู้ดูแลระบบที่ถูกบุกรุกเพื่อค้นหาและทำลายข้อมูลสำรอง รวมถึงกรณีที่ผู้โจมตีเข้าถึงทั้งศูนย์ข้อมูลหลักและสถานที่ Disaster Recovery ได้ด้วยข้อมูลบัญชีชุดเดียวกัน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้หลายชุดหรือหลายสถานที่อาจไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างเพียงพอ หากข้อมูลสำรองทั้งหมดใช้ระบบยืนยันตัวตน เครือข่าย หรือช่องทางบริหารจัดการร่วมกันโดยไม่มีการแยกที่เหมาะสม
ที่มา: BleepingComputer, “Ransomware has a new target. Is your backup ready?” เผยแพร่วันที่ 7 ตุลาคม 2026
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 กลุ่ม Ransomware ALPHV/BlackCat โจมตี Change Healthcare หลังเข้าถึงระบบผ่านช่องทาง Remote Access ที่ไม่มีการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) โดยข้อมูลสำรองไม่สามารถช่วยให้ระบบกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
รายงานระบุว่า UnitedHealth จ่ายค่าไถ่ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการประเมินต้นทุนการฟื้นฟูทั้งหมดไว้ที่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจาก Ransomware ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเข้ารหัสข้อมูล แต่ยังอาจส่งผลต่อการให้บริการ ต้นทุนการฟื้นฟู และความต่อเนื่องทางธุรกิจในวงกว้าง
ในปี 2021 กลุ่ม BlackMatter โจมตีองค์กรต่าง ๆ รวมถึง NEW Cooperative และ Crystal Valley โดยใช้ข้อมูลบัญชีผู้ดูแลระบบที่ถูกบุกรุกเพื่อค้นหาตำแหน่งจัดเก็บข้อมูลสำรองและอุปกรณ์ Backup ก่อนลบหรือฟอร์แมตข้อมูลเหล่านั้น แล้วจึงเข้ารหัสระบบอื่นต่อไป
เมื่อข้อมูลสำรองเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายเดียวกับระบบหลัก ผู้โจมตีจึงมีโอกาสเข้าถึงและทำลายข้อมูลสำรองได้ง่ายขึ้น
รายงานยังกล่าวถึงกรณี Gunra Ransomware ซึ่งมีคำเตือนร่วมจาก CISA และ FBI ในเดือนสิงหาคม 2026 โดยมีเหตุการณ์ที่ผู้โจมตีลบข้อมูลสำรองและข้อมูลเก็บถาวร ทั้งจากศูนย์ข้อมูลหลักและสถานที่ Disaster Recovery
กรณีนี้ตอกย้ำว่า การมีข้อมูลสำรองอยู่สองแห่งอาจไม่เพียงพอ หากทั้งสองแห่งยังสามารถเข้าถึงได้ผ่านข้อมูลบัญชีหรือช่องทางเดียวกัน
ที่มา: BleepingComputer และแหล่งข้อมูลที่อ้างถึงในรายงานต้นฉบับ
หาก Ransomware สามารถทำลายทั้งระบบ Production และข้อมูลสำรอง องค์กรอาจต้องเผชิญผลกระทบหลายด้าน ได้แก่
Business Downtime: ระบบงานสำคัญหยุดชะงักและไม่สามารถกลับมาให้บริการได้ตามแผน
Recovery Costs: ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระบบและข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น
Data Loss: ข้อมูลสำคัญอาจสูญหายหรือไม่สามารถกู้คืนได้
Reputational Damage: ความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้าอาจได้รับผลกระทบ
Increased Ransom Pressure: เมื่อไม่มีข้อมูลสำรองที่ใช้งานได้ องค์กรอาจมีทางเลือกในการฟื้นฟูระบบลดลง
ดังนั้น การปกป้อง Backup จึงเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์ ไม่ใช่เพียงงานบำรุงรักษาระบบ IT ตามปกติ
Immutable Backup ช่วยป้องกันการแก้ไขหรือลบข้อมูลสำรองภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเทคโนโลยี เช่น Object Lock สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ผู้โจมตีเข้าถึงบัญชีผู้ดูแลระบบและพยายามทำลายข้อมูลสำรองได้ ทั้งนี้ต้องกำหนดนโยบายการเก็บรักษาและสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเหมาะสม
องค์กรควรแยกสภาพแวดล้อม Backup ออกจาก Production ทั้งในด้านเครือข่ายและการบริหารจัดการ พร้อมจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง ใช้ MFA และควบคุมบัญชีผู้ดูแลระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้การบุกรุกบัญชีเดียวส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำรองทั้งหมด
ระบบ Backup ต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกับเซิร์ฟเวอร์และระบบงานหลัก ควรติดตั้ง Security Patches ตามความเสี่ยง ตรวจสอบ Log และเฝ้าระวังกิจกรรมผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงความพยายามเข้าถึงหรือลบข้อมูลสำรอง
การสำรองข้อมูลสำเร็จไม่ได้รับประกันว่าการกู้คืนจะสำเร็จ องค์กรควรทดสอบ Restore อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกำหนด Recovery Point Objective (RPO) และ Recovery Time Objective (RTO) ให้สอดคล้องกับความสำคัญของระบบ เพื่อให้ทราบว่าข้อมูลอาจสูญหายได้มากเพียงใด และระบบต้องกลับมาให้บริการภายในเวลาเท่าใด
การรับมือ Ransomware อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการสำรองข้อมูล โดยผสานการป้องกันข้อมูล การควบคุมสิทธิ์ การตรวจจับภัยคุกคาม และการวางแผนฟื้นฟูระบบเข้าด้วยกัน
Backup Security ช่วยปกป้องข้อมูลสำรอง ขณะที่ Disaster Recovery ช่วยฟื้นฟูระบบ IT และ Business Continuity ช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญสามารถดำเนินต่อไปได้ตามแผน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการออกแบบและทดสอบร่วมกัน องค์กรจะมีความพร้อมมากขึ้นในการลดระยะเวลาหยุดชะงักและจำกัดผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์
BigFish ให้บริการด้าน Cybersecurity และ Data Protection เพื่อช่วยองค์กรวางแนวทางปกป้องข้อมูลและเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงทางไซเบอร์ โดยบริการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
Essential Cloud Backup และ Ultimate Data Protection สำหรับสนับสนุนการสำรองและปกป้องข้อมูลตามความต้องการขององค์กร
BCP as a Service สำหรับการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ การกำหนด RTO/RPO และการเตรียมความพร้อมด้านการกู้คืนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อระบบสำคัญ
การเลือกใช้บริการควรพิจารณาจากประเภทข้อมูล ความสำคัญของระบบ ความเสี่ยงที่องค์กรเผชิญ และเป้าหมายในการกู้คืนข้อมูลและระบบ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BigFish Cybersecurity Services
ข่าว Ransomware ที่มุ่งโจมตีระบบ Backup เป็นเครื่องเตือนใจว่า การมีข้อมูลสำรองไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะปลอดภัยจากการสูญเสียข้อมูลเสมอไป
องค์กรควรให้ความสำคัญกับ Immutable Backup การแยกเครือข่ายและบัญชีผู้ดูแลระบบ การอัปเดตซอฟต์แวร์ การตรวจสอบความผิดปกติ และการทดสอบกู้คืนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการวางแผน Disaster Recovery และ Business Continuity
เพราะ Backup ที่มีคุณค่า ไม่ใช่เพียงข้อมูลที่สำรองไว้ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ปลอดภัยและกู้คืนได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตี