Ransomware ไม่ได้ลดลงใน Q2 2026 แต่กำลัง “กระจายตัว” และอันตรายขึ้น
Ransomware ยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามไซเบอร์ที่องค์กรต้องจับตามองในปี 2026 โดยข้อมูลล่าสุดจาก Check Point ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2026 จำนวนเหยื่อ Ransomware ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จำนวนโดยรวมจะใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ จำนวนกลุ่ม Ransomware ที่เพิ่มขึ้นและการกระจายตัวของผู้โจมตี
รายงานของ Check Point ระบุว่า Data Leak Sites พบเหยื่อ Ransomware 2,139 รายใน Q2 2026 เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนกลุ่ม Ransomware ที่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มจาก 71 กลุ่มใน Q1 เป็น 93 กลุ่มใน Q2 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่มีการบันทึกไว้
กล่าวได้ว่า Ransomware ไม่ได้ “หายไป” แต่กำลังเปลี่ยนจากตลาดที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มใหญ่ไม่กี่กลุ่ม ไปสู่ระบบนิเวศที่มีผู้โจมตีจำนวนมากขึ้น
Ransomware กำลังกระจายตัวมากขึ้น
ใน Q1 2026 กลุ่ม Ransomware 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเหยื่อรวมกันประมาณ 71% ของทั้งหมด แต่ใน Q2 ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 57.6%
ขณะเดียวกัน จำนวนกลุ่มที่กำลังดำเนินการเพิ่มขึ้นจาก 71 เป็น 93 กลุ่ม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการลดบทบาทของ Cl0p หลังจากแคมเปญโจมตี Oracle E-Business Suite มีส่วนทำให้จำนวนเหยื่อใน Q1 เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มระดับกลางหลายกลุ่มเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว
Qilin ยังคงเป็นกลุ่มที่มีเหยื่อมากที่สุดเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีเหยื่อ 279 ราย ขณะที่ The Gentlemen เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 62% และสามารถแซง Qilin ในด้านจำนวนเหยื่อในเดือนมิถุนายน
แนวโน้มนี้สะท้อนว่าองค์กรไม่ควรจับตาเฉพาะ Ransomware กลุ่มใหญ่ที่เป็นข่าว แต่ต้องเตรียมรับมือกับ กลุ่มขนาดเล็กที่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เช่นกัน
เมื่อ AI ช่วยให้ Ransomware เติบโตได้เร็วขึ้น
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดจากรายงานคือกรณีของ The Gentlemen ransomware operation
ข้อมูลจาก Backend และ Chat History ที่รั่วไหลออกมาเปิดเผยว่า กลุ่มนี้มีทีมหลักเพียงประมาณ 9 คน แต่สามารถสร้างปฏิบัติการ Ransomware ระดับ Top Tier ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ที่น่าสนใจคือ ผู้ดูแลระบบของกลุ่มใช้ AI Coding Assistants เพื่อช่วยสร้าง Ransomware Management Panel โดยสามารถพัฒนาระบบดังกล่าวได้ภายในเวลาประมาณ 3 วัน
อย่างไรก็ตาม Check Point ระบุว่า AI ไม่ได้ทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้างระบบได้โดยไม่ต้องมีความรู้ แต่ยังต้องมีผู้ที่เข้าใจ Coding มากพอที่จะควบคุม ตรวจสอบ และแก้ไขโค้ดที่ AI สร้างขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “AI สามารถสร้าง Ransomware ได้หรือไม่” แต่คือ AI กำลังลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนาเครื่องมือของผู้โจมตี
เมื่อ Barrier to Entry ลดลง ผู้โจมตีที่มีทักษะเพียงไม่กี่คนก็สามารถสร้างปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนได้เร็วกว่าที่เคย
จาก “เข้ารหัสข้อมูล” สู่ “ขโมยข้อมูล”
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ Ransomware คือผู้โจมตีกำลังให้ความสำคัญกับ Data Theft และ Data Exfiltration มากขึ้น
ข้อมูลจาก Check Point ระบุว่าอัตราการจ่ายค่าไถ่ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี จากประมาณ 85% ในปี 2019 เหลือเพียงประมาณ 23% ในปัจจุบัน
สาเหตุหนึ่งคือองค์กรมีระบบ Backup และ Recovery ที่ดีขึ้น ทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่เพื่อถอดรหัสไฟล์
แต่ Backup ไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากข้อมูลถูกขโมยออกจากองค์กรไปแล้ว
แม้องค์กรจะสามารถ Restore ระบบกลับมาใช้งานได้ แต่ข้อมูลที่ถูก Exfiltrate ไปอาจถูกนำไปเผยแพร่ ขาย หรือใช้เป็นเครื่องมือกดดันต่อไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้โจมตีหันมาใช้แนวทางที่เรียกว่า Exfiltration-First Extortion
หรือพูดง่าย ๆ คือ ขโมยข้อมูลก่อน → ข่มขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูล → เรียกค่าไถ่
ดังนั้น การมี Backup ที่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอสำหรับการรับมือ Ransomware ในยุคปัจจุบัน
Ransomware ยังคงสร้างความเสียหาย แม้อัตราการจ่ายค่าไถ่จะลดลง
แม้อัตราการจ่ายค่าไถ่จะลดลง แต่จำนวนเงินที่ถูกจ่ายไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
Check Point ระบุว่า On-chain Ransomware Payments มีมูลค่ามากกว่า 820 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Ransomware ยังคงเป็นธุรกิจอาชญากรรมไซเบอร์ที่สร้างรายได้มหาศาล และยังมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะทำให้ผู้โจมตีรายใหม่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง
องค์กรควรรับมือ Ransomware อย่างไรในปี 2026?
จากสถานการณ์ใน Q2 2026 การป้องกัน Ransomware ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดตั้ง Antivirus หรือการทำ Backup แต่ควรครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการโจมตีจนถึงหลังเกิดเหตุ
ผู้โจมตียังคงใช้ช่องทางพื้นฐาน เช่น
ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับ MFA, Email Security, Endpoint Security และการป้องกัน Remote Access รวมถึงตรวจสอบ Account ที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
การตรวจจับ Ransomware ไม่ควรดูเฉพาะพฤติกรรมการเข้ารหัสไฟล์ แต่ต้องสามารถตรวจจับ การเคลื่อนย้ายและการนำข้อมูลออกจากองค์กร
เพราะในกรณีที่ผู้โจมตีขโมยข้อมูลสำเร็จ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นแม้ Ransomware จะยังไม่ได้เข้ารหัสระบบก็ตาม
องค์กรควรรู้ว่า Vulnerability ใดเป็นเพียงช่องโหว่ที่มีอยู่ในระบบ และช่องโหว่ใดที่ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงและใช้โจมตีได้จริง
นี่คือแนวคิดสำคัญของ Exposure Management
Check Point ระบุใน Exposure Gap Report 2026 ว่า Vulnerabilities คิดเป็น 42.6% ของ Critical Exposures ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
ช่องว่างระหว่างการเปิดเผย Vulnerability กับการถูกนำไปใช้โจมตีอาจวัดกันในระดับ ชั่วโมง
ดังนั้นองค์กรไม่ควรรอการตรวจสอบแบบ Manual ที่ใช้เวลานาน แต่ควรจัดลำดับความสำคัญของ Vulnerability ตามระดับความเสี่ยงจริง และเร่งแก้ไขช่องโหว่ที่สามารถนำไปสู่การโจมตีได้
แม้การป้องกันจะไม่สามารถหยุดการโจมตีได้ 100% แต่การใช้แนวทาง Zero Trust สามารถช่วยจำกัดสิทธิ์และการเข้าถึงทรัพยากรของ Account ที่ถูก Compromise
เป้าหมายคือทำให้ผู้โจมตีไม่สามารถเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในองค์กรได้อย่างอิสระ
Ransomware 2026: อย่าป้องกันเฉพาะ “การเข้ารหัส”
ข้อมูลจาก Q2 2026 ทำให้เห็นว่า Ransomware กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
จากเดิมที่องค์กรอาจมอง Ransomware เป็นเพียง “มัลแวร์ที่เข้ารหัสไฟล์แล้วเรียกค่าไถ่”
ปัจจุบันรูปแบบการโจมตีมีความซับซ้อนมากขึ้น:
Initial Access → Credential Compromise → Lateral Movement → Data Exfiltration → Extortion → Data Leak
ขณะเดียวกัน AI ก็กำลังช่วยลดเวลาในการพัฒนาเครื่องมือของผู้โจมตี ทำให้กลุ่มขนาดเล็กสามารถสร้างปฏิบัติการที่มีความสามารถสูงได้รวดเร็วขึ้น
ดังนั้น Cybersecurity Strategy ในปี 2026 จึงต้องเปลี่ยนจากการถามเพียงว่า“เรามี Ransomware Protection หรือยัง?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า: “หากผู้โจมตีเข้ามาในระบบได้ เราสามารถหยุดเขาก่อนที่จะขโมยข้อมูลและขยายความเสียหายได้หรือไม่?”
การรับมือ Ransomware ในยุคใหม่จึงต้องมองแบบ End-to-End ตั้งแต่ Prevent → Detect → Prioritize → Respond → Recover พร้อมให้ความสำคัญกับ Exposure Management, Data Security, Zero Trust และ AI-driven Security ไปพร้อมกัน
เพราะในวันที่ Ransomware ไม่ได้หายไป แต่กำลัง “กระจายตัว” มากขึ้น องค์กรที่ปลอดภัยไม่ใช่องค์กรที่ไม่มีช่องโหว่ แต่คือองค์กรที่รู้ว่า Exposure ใดมีความเสี่ยงสูง และสามารถลดความเสี่ยงนั้นได้ก่อนที่ผู้โจมตีจะลงมือ
Source: Check Point Blog, Ransomware Didn’t Slow Down in Q2 2026. It Just Spread Out., August 13, 2026.