BIGFISH ENTERPRISE LIMITED
19 January 2026

ความไว้วางใจคือช่องโหว่ใหม่: เหตุผลที่องค์กรต้องใช้ Zero Trust

Zero Trust ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือ “สิ่งจำเป็น” ขององค์กรยุคดิจิทัล ในอดีต การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร มักตั้งอยู่บนสมมติฐานง่าย ๆ ว่า “ถ้าอยู่ในเครือข่ายองค์กร ก็ถือว่าปลอดภัย” แต่โลกดิจิทัลในวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสมมติฐานนั้นไม่จริงอีกต่อไป

 

โลกการทำงานเปลี่ยนไป แต่ Security ยังคิดแบบเดิมอยู่หรือไม่?

Hybrid Work, Cloud, SaaS, Mobile Device และ Third Party Access ได้ทำลาย “ขอบเขตขององค์กร (Perimeter)” แบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง พนักงานอาจ

  • ทำงานจากบ้าน
  • ใช้ Wi-Fi สาธารณะ
  • Login จากอุปกรณ์หลายเครื่อง
  • เข้าถึงระบบสำคัญผ่าน Cloud


ขณะที่ Third Party หรือ Vendor อาจมีสิทธิ์เข้าถึงระบบภายในมากกว่าที่องค์กรคาดคิด

คำถามคือ เรายังควร “เชื่อใจ” ใครเพียงเพราะเขาอยู่ใน Network เดียวกันอยู่หรือไม่?

 

Zero Trust คืออะไร?

Zero Trust ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่คือ แนวคิด (Security Philosophy) หัวใจสำคัญคือ “Never Trust, Always Verify” อย่าเชื่อใจใครหรืออะไรโดยอัตโนมัติไม่ว่าเขาจะเป็น

  • พนักงาน
  • ผู้บริหาร
  • ผู้ดูแลระบบ
  • หรือ Third Party

สิ่งที่ Zero Trust กำลังบอกองค์กรอย่างชัดเจน

  • อยู่ในออฟฟิศ ปลอดภัย
  • ใช้เครื่องของบริษัท เชื่อถือได้
  • Login สำเร็จ ได้รับความไว้วางใจ


ในโลกของ Zero Trust การพิสูจน์ตัวตนครั้งเดียวไม่เพียงพอ”

เพราะการโจมตีในปัจจุบัน “ฉลาดกว่าเดิม” Threat Actor ไม่ได้พยายามพัง Firewall เสมอไป
แต่เลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่า เช่น

  • ขโมย Username/Password
  • ใช้บัญชีพนักงานที่ถูก Phishing
  • Exploit สิทธิ์ที่มากเกินความจำเป็น
  • เคลื่อนไหวภายในระบบ (Lateral Movement) โดยไม่มีใครสังเกต


ถ้าระบบยัง “เชื่อใจ” คนที่ Login เข้ามาแล้วการโจมตีอาจเกิดขึ้น โดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ

 

Zero Trust ทำงานอย่างไร?

Zero Trust จะเปลี่ยนคำถามจาก “คุณอยู่ที่ไหน?” เป็น คุณคือใคร กำลังทำอะไร และเสี่ยงแค่ไหน — ตอนนี้”

ทุกการเข้าถึงต้องผ่านการประเมินแบบ Real-time โดยพิจารณา:

  • Identity – ตัวตนคือใคร ใช้ MFA หรือไม่
  • Device – อุปกรณ์ปลอดภัยหรือไม่ ถูก Patch หรือไม่
  • Context – Login จากที่ไหน เวลาใด พฤติกรรมปกติหรือไม่
  • Risk – มีสัญญาณผิดปกติหรือความเสี่ยงหรือไม่

และหากความเสี่ยงเปลี่ยนสิทธิ์การเข้าถึงก็ต้องเปลี่ยนตาม

Network ไม่ใช่ Trust Boundary อีกต่อไป องค์กรจำนวนมากยังคงพึ่งพา

  • IP Address
  • Location
  • Internal Network


แต่ในความเป็นจริง Network เป็นเพียงช่องทาง ไม่ใช่หลักฐานของความน่าเชื่อถือ Zero Trust มองว่า “ไม่มีโซนไหนปลอดภัยโดยอัตโนมัติ” แม้แต่ระบบภายในองค์กรเอง

 

Zero Trust ไม่ได้หมายถึง “ไม่เชื่อใจพนักงาน” นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อย Zero Trust ไม่ได้ตั้งอยู่บนความหวาดระแวงแต่ตั้งอยู่บนความจริงของโลกดิจิทัล Trust ต้องถูกสร้างจากการพิสูจน์ ไม่ใช่การคาดเดา มันช่วย

  • ลดความเสียหายเมื่อบัญชีถูกโจมตี
  • จำกัดผลกระทบให้แคบที่สุด
  • ทำให้องค์กร “ควบคุมความเสี่ยงได้” มากขึ้น

 

องค์กรที่ยังไม่เริ่ม Zero Trust กำลังเสี่ยงอะไร?

  • การโจมตีที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว
  • Data Breach จากบัญชีที่ดูเหมือนถูกต้อง
  • ความเสียหายที่ขยายวงเพราะสิทธิ์มากเกินไป
  • การไม่ผ่าน Compliance และ Audit ในอนาคต


และที่สำคัญที่สุด องค์กรอาจรู้ตัวอีกที… เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

 

Zero Trust คือรากฐาน ไม่ใช่ Trend

Zero Trust ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือ มาตรฐานขั้นต่ำ ของ Cybersecurity ในปัจจุบัน องค์กรที่เริ่มตั้งคำถามกับ “Trust” คือองค์กรที่กำลังปกป้องธุรกิจของตนอย่างแท้จริงเพราะในโลกไซเบอร์ สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การไม่รู้ว่าใครโจมตี แต่คือการ “เชื่อใจผิดคน โดยไม่รู้ตัว”

 

#bigfish #ZeroTrust #Cybersecurity #IdentitySecurity #DigitalRisk #EnterpriseSecurity #SecurityAwareness #CloudSecurity  #NeverTrustAlwaysVerify #ZeroTrustSecurity #ZeroTrustArchitecture #CyberResilience